เร่งฟื้นฟูลูกช้างป่ากำพร้า หลังยืนเฝ้าแม่ล้มกลางสวนยาง สัตวแพทย์วางแผนเสริมจุลินทรีย์–ปรับอาหารธรรมชาติ เตรียมประเมินคืนผืนป่า

รูปข่าว : ไขข้อข้องใจ วางแผน "แหกคุก" มีความผิดหรือไม่

(2 พ.ย. 69) ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมทีมสัตวแพทย์ เร่งวางแนวทางดูแลลูกช้างป่ากำพร้า หลังพบยืนเฝ้าแม่ช้างที่ล้มอยู่ภายในสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี โดยจากการสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ พบว่าลูกช้างสามารถใช้งวงหยิบอาหารกินได้ด้วยตัวเอง รวมถึงมีการขับถ่ายตามปกติ แม้ก่อนหน้านี้จะยังกินอาหารได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ทีมสัตวแพทย์เตรียมปรับชนิดอาหารให้เหมาะสมกับวัย พร้อมวางแนวทางเสริมจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้ลูกช้างสามารถดำรงชีวิตใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ก่อนประเมินความพร้อมปล่อยกลับคืนสู่ผืนป่า

ย้อนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 มีการพบแม่ช้างป่าและลูกช้างอยู่ในพื้นที่สวนยางพารา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่แม่ช้างจะล้มในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยพบลูกช้างยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ร่างแม่ ไม่ยอมออกห่าง สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นและประชาชนที่ติดตามข่าวสาร
เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและดำเนินการช่วยเหลือ ก่อนเคลื่อนย้ายลูกช้างมายังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาวในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์ดูแลสุขภาพและประเมินแนวทางช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ล่าสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน นายพิทักษ์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า  สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (สบอ.2) พร้อมด้วยนายชุมพล แก้วเกตุ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว ทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันประเมินพฤติกรรมและหารือแนวทางการดูแลลูกช้าง โดยพบว่าลูกช้างมีอายุประมาณ 1 ปีเศษ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการกินนมแม่ไปสู่การกินพืชอาหารตามธรรมชาติ

จากการสังเกตพฤติกรรมพบว่า ลูกช้างสามารถใช้งวงหยิบจับอาหารได้เองแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความสามารถในการกินอาหารตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ลูกช้างยังได้รับอาหารไม่เต็มที่ เจ้าหน้าที่จึงเตรียมทดลองให้อาหารที่พบได้ในผืนป่า โดยเริ่มจากกล้วยป่า และพืชชนิดอื่นอีกประมาณ 2–3 ชนิด เช่น ยางพารา ไผ่หนาม และกระพ้อ เพื่อสังเกตความชอบและปริมาณการกิน ก่อนนำข้อมูลมาปรับแผนการดูแล โดยไม่เน้นการให้ผลไม้มากเกินไป

ขณะที่ทีมสัตวแพทย์ให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากลูกช้างในช่วงก่อนหย่านมมีพฤติกรรมกินมูลแม่ช้างหรือช้างตัวอื่นในโขลง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ตามธรรมชาติ และช่วยให้ได้รับจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารประเภทพืช จึงมีแนวทางจัดหามูลช้างที่เพิ่งขับถ่ายใหม่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง มาให้ลูกช้างเลือกกินเองภายใต้การประเมินของสัตวแพทย์ เพื่อให้ใกล้เคียงกับพฤติกรรมตามธรรมชาติและลดการรบกวนจากมนุษย์ หากไม่สามารถจัดหามูลช้างที่เหมาะสมได้ อาจพิจารณาใช้จุลินทรีย์ชนิดผงผสมกับอาหารแทน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ชุดเคลื่อนที่เร็วจากพื้นที่เครือหวาย ประสานจัดหามูลช้างมาสนับสนุน พร้อมติดตามการกินอาหารและตรวจประเมินการขับถ่ายของลูกช้างอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมชั่งน้ำหนักเพื่อให้สามารถประเมินภาวะโภชนาการและกำหนดแนวทางการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้ คือ ลูกช้างยังมีความตื่นตระหนกและหวาดระแวง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าประชิดตัวได้โดยง่าย ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ป่า การดูแลจึงต้องเน้นการสังเกตพฤติกรรมจากระยะห่าง และหลีกเลี่ยงการรบกวนโดยไม่จำเป็น

สำหรับสุขภาพโดยรวม เจ้าหน้าที่ประเมินจากลักษณะภายนอกว่าลูกช้างมีรูปร่างค่อนข้างผอมเล็กน้อย แต่ไม่รุนแรง ส่วนบริเวณขาที่พบบ่วงดักสัตว์ติดอยู่ก่อนหน้านี้ มีบาดแผลและอาการอักเสบเล็กน้อย ซึ่งสัตวแพทย์ได้ให้ยารักษาแล้ว ส่วนที่มาของบ่วงดังกล่าวยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และจำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่าเพิ่มเติม

ด้านการจัดเตรียมสถานที่ เจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาวได้จัดเตรียมอาคารสำหรับดูแลลูกช้าง พร้อมติดตั้งสแลนเพื่อช่วยบังลม ลดผลกระทบจากสภาพอากาศ และเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 5 นาย ร่วมกับทีมสัตวแพทย์เฝ้าติดตามอาการตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบสาเหตุการล้มของแม่ช้างนั้น เจ้าหน้าที่ได้ผ่าพิสูจน์ซากและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว โดยคาดว่าจะทราบผลภายในประมาณ 7 วัน ซึ่งจะนำมาประกอบการประเมินสุขภาพและวางแนวทางช่วยเหลือลูกช้างต่อไป

นายพิทักษ์ ระบุว่า เบื้องต้นคาดว่าการดูแลลูกช้างในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำลูกช้างกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่ต้องพิจารณาทั้งสุขภาพร่างกาย พฤติกรรม และความเหมาะสมของพื้นที่ปล่อยคืนป่าอย่างรอบคอบ สำหรับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพิจารณา ได้แก่ พื้นที่ป่าใกล้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว ซึ่งยังมีช้างป่าอาศัยอยู่ รวมถึงพื้นที่อ่างเก็บน้ำประแกด อ่างเก็บน้ำพวาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น โดยจะต้องประเมินความสัมพันธ์ระหว่างช้างป่า เพศของช้างในพื้นที่ และโอกาสที่ลูกช้างจะได้รับการยอมรับจากช้างตัวอื่น เนื่องจากหากช้างป่าไม่ยอมรับ อาจเกิดการผลักดันลูกช้างออกจากฝูง และสร้างความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตในธรรมชาติได้ ขณะเดียวกัน กรณีที่มีประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์เรียกลูกช้างตัวดังกล่าวว่า “บุญรอด” เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่ายังไม่มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการนำมาอนุบาลดูแลในระยะสั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ใช่การเลี้ยงไว้ในสถานีเพาะเลี้ยงอย่างถาวร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะยังคงติดตามพฤติกรรมการกินอาหาร การขับถ่าย สุขภาพร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด ก่อนประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดต่อไป

Cr: ส.ปชส.จันทบุรี

แท็ก